| |
| | การทำปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพทำอย่างไร |
การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากพืชสด
การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากผลไม้
การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากหอยเชอรี่
การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากปลา
การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากมูลสัตว์
การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากขยะในครัวเรือน
การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรรวมมิตร
วิธีทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ
1. บดป่นหรือสับเล็กส่วนผสมทั้งหมด คลุกเคล้าให้เข้ากัน บรรจุลงภาชนะที่ไม่ใช่โลหะ
2. ใส่กากน้ำตาลพอท่วม เติมน้ำมะพร้าวท่วมมาก ๆ ตามต้องการ ใส่จุลินทรีย์ คนหรือเขย่าให้เข้ากันดี
3. เก็บไว้ในที่ร่ม อุณหภูมิห้อง ปิดฝาพอหลวม ๆ คนหรือเขย่าบ่อย ๆ
4. หมักนาน 7 วัน ถ้ามีกลิ่นหอมหวานฉุนถือว่า “ใช้ได้” ถ้ามีกลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมกากน้ำตาล น้ำมะพร้าว และจุลินทรีย์แล้วหมักต่อไปจนกว่าจะมีกลิ่นหอม
5. ระหว่างการหมักมีฟองเกิดขึ้นถือว่าดี หมดฟองแล้วนำไปใช้ได้
6. หมักในภาชนะขนาดเล็กได้ผลเร็วกว่าหมักในภาชนะขนาดใหญ่
7. พยายามกดให้ส่วนผสมจมอยู่ใต้กากน้ำตาลเสมอ
สามารถศึกษารายละเอียดและขั้นตอนการทำเพิ่มเติมในเวปhttp://www.doae.go.th/soil_fert/biofert/index1biofer.htm
Dr. Teruo Higa ผู้ค้นพบอีเอ็ม | อีเอ็ม อัพเดท จำได้ว่า ผมเคยเขียนเรื่องอีเอ็มมาแล้วครั้งหนึ่ง ผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว มีข้อมูลใหม่ๆ ที่ผมได้รับเพิ่มขึ้นมาก เลยคิดว่าได้เวลาแล้วล่ะครับที่จะนำเรื่องอีเอ็ม กลับมาขัดเกลาเสียใหม่อีกทีให้มันดูทันสมัย และให้ประโยชน์แก่เพื่อนๆ ได้มากขึ้น ก่อนอื่น รู้จัก อีเอ็ม (อีเอ็ม) กันหน่อยว่า มันคืออะไร อีเอ็ม ย่อมาจาก Effective Microorganisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง Dr. Teruo Higa ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวนมหาวิทยาลัยริวคิว เมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้ค้นพบ อีเอ็ม เมื่อ พ.ศ. 2526 ท่านอุทิศทุ่มเททำการวิจัยผลว่ากลุ่มจุลินทรีย์นี้ใช้ได้ผลจริง หลังจากนั้น ศาสนาจารย์วาคุกามิ ได้นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย โดยท่านเป็นประธานมูลนิธิบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ด้วยกิจกรรมทางศาสนา หรือ คิวเซ (คิวเซ แปลว่า ช่วยเหลือโลก) ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ลักษณะของ อีเอ็ม
รูปซ้าย ศาสนาจารย์วาคุกามิ ผู้นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย |
ก่อนที่เราจะรู้จัก อีเอ็ม ให้มากไปกว่านี้ อยากให้เพื่อนๆ เข้าใจหลักความจริงง่ายๆ ในธรรมชาติของจุลินทรีย์ คือ จุลินทรีย์มี 3 กลุ่ม คือ
จากการค้นคว้าดังกล่าว ได้มีการนำเอาจุลินทรีย์ที่ได้รับการคัดและเลือกสรรอย่างดีจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มารวมกัน 5 กลุ่ม (Families) 10 จีนัส (Genues) 80 ชนิด (Spicies) มาใส่ไว้ในอีเอ็ม จุลินทรีย์กลุ่มต่างๆ ได้แก่ |
| กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกเชื้อราที่มีเส้นใย (Filamentous fungi) ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย สามารถทำงานได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจน มีคุณสมบัติต้านทานความร้อนได้ดี ปกติใช้เป็นหัวเชื้อผลิตเหล้า ผลิตปุ๋ยหมัก ฯลฯ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง (Photosynthetic microorganisms) ทำหน้าที่สังเคราะห์สารอินทรีย์ให้แก่ดิน เช่น ไนโตรเจน (N2) กรดอะมิโน (Amino acids) น้ำตาล (Sugar) วิตามิน (Vitamins) ฮอร์โมน (Hormones) และอื่นๆ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ดิน กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก (Zynogumic or Fermented microorganisms) ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ดินต้านทานโรค (Diseases resistant) ฯลฯ เข้าสู่วงจรการย่อยสลายได้ดี ช่วยลดการ พังทลายของดิน ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชบางชนิด ของพืชและสัตว์ สามารถบำบัดมลพิษในน้ำเสียที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ ได้ กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixing microorganisms) มีทั้งพวกที่เป็นสาหร่าย (Algae) และพวกแบคทีเรีย (Bacteria) ทำหน้าที่ตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศเพื่อให้ดินผลิตสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต เช่น โปรตีน (Protein) กรดอินทรีย์ (Organic acids) กรดไขมัน (Fatty acids) แป้ง (Starch or Carbohydrates) ฮอร์โมน(Hormones) วิตามิน (Vitamins) ฯลฯ กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติก (Lactic acids) มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นโทษ ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศหายใจ ทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพดินเน่าเปื่อย หรือดินก่อโรคให้เป็นดินที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีจำนวนนับแสน หรือให้หมดไป นอกจากนี้ยังช่วยย่อยสลายเปลือกเมล็ดพันธุ์พืชช่วยให้เมล็ดงอกได้ดีและแข็งแรงกว่าปกติอีกด้วย |
| ลักษณะเฉพาะของ อีเอ็ม อีเอ็ม เป็นจุลินทรีย์ กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มที่มีประโยชน์ หรือ เรียกว่ากลุ่มธรรมะ ดังนั้น เวลาจะใช้ อีเอ็ม ต้องคิดอยู่เสมอว่า อีเอ็ม เป็นสิ่งมีชีวิต ฉะนั้น
|
| เมื่อคุณซื้ออีเอ็มมาแล้ว มีวิธีดูแลเก็บรักษาง่ายๆ ไม่ยุ่งยากครับ โดยหัวเชื้อ อีเอ็ม สามารถเก็บได้นานประมาณ 6 เดือนในอุณหภูมิห้องปกติ 25 - 45 องศาเซลเซียส โดยปิดให้สนิท อย่าให้อากาศเข้า และอย่าเก็บไว้ในตู้ และอย่าทิ้ง อีเอ็ม ไว้กลางแดด ทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท เพื่อไม่ให้เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในอากาศที่เป็นโทษ เข้าไปปะปน การนำ อีเอ็ม ไปขยายต่อ ควรใช้ภาชนะที่สะอาด และใช้ให้หมดในระยะเวลาที่เหมาะสม เมื่อใดที่คุณเก็บอีเอ็มไว้นานๆ แล้ว เปิดฝาดูแล้วพบว่า
|
| อีเอ็มและกากน้ำตาล คู่ขวัญที่ขาดกันไม่ได้ นำอีเอ็ม กากน้ำตาลและน้ำสะอาดมาผสมเข้ากันตามสัดส่วนที่ระบุไว้ | หากผสมครั้งเดียวแล้วเกรงจะใช้ไม่หมด ก็สามารถตวงแบ่งผสมอีเอ็มขยายได้ตามส่วน ผสมให้เข้ากันดีแล้ว นำใส่ขวดปิดฝาไว้ให้แน่น อย่าให้อากาศเข้าได้ | นี่แหละดูกันชัดๆ กากน้ำตาลที่ทั้งข้นและเหนียว ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 5-7 วัน ขวดบรรจุจะออกอาการตึงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด |
| | | ลองเปิดฝาดู หากเกิดพรายฟองฟูฟ่องขึ้นมาอย่างนี้ ก็แสดงว่า "ใช้การได้แล้ว" |
จนถึงตอนนี้ คุณคงพอเข้าใจและรู้จักอีเอ็มพอสมควรแล้ว ทำไม อีเอ็ม จึงเป็นวิธีธรรมชาติในการนำมาใช้ในการเลี้ยงปลาคาร์พได้ คำตอบก็คือ คุณประโยชน์ของ อีเอ็ม ที่มีมากมายเลย
|
| วิธีทำ อีเอ็ม แบบขยาย เพื่อความประหยัด ขอแนะนำให้ทำ อีเอ็ม แบบขยาย ซึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ให้แข็งแรงและเพิ่มจำนวน โดยการใช้อาหารประเภทกากน้ำตาล หรืออื่นๆ ที่ใช้แทนกันได้ เช่น น้ำซาวข้าว น้ำตาลทรายแดง โดยมีส่วนผสมคือ อีเอ็ม : 1 กากน้ำตาล : 1 น้ำสะอาด : 20 กรณีไม่มีกากน้ำตาล แต่ใช้น้ำตาลทรายแดง จะมีอัตราส่วนการขยายเป็นดังนี้ครับ อีเอ็ม : 1 น้ำตาลทรายแดง : 1 น้ำสะอาด : 10 เมื่อผสมสัดส่วนดังกล่าวแล้ว ให้หมักไว้เป็นเวลา 7 วัน ในขวดหรือภาชนะที่ปิดฝาได้สนิท ระหว่างนี้จะเกิดฟองแก๊สขาวๆ ขึ้นมา มีกลิ่นหอม หากมีกลิ่นเหม็นแสดงว่า การขยายไม่สำเร็จ เมื่อทำการหมักไว้ครบ 7 วันแล้ว สามารถนำไปใช้ได้ครับ ซึ่ง อีเอ็ม แบบขยายนี้ ควรใช้ให้หมดภายใน 7 วัน (รวม 14 วัน) มีคำถามหรือกระทู้ถามกันเข้ามาว่า "ขยายหรือไม่ขยาย" แตกต่างกันยังไง ก่อนหน้านี้เป็นประเด็นร้อนเล็กๆ พอควร หลังจากที่ได้มีการตีพิมพ์ลงในวารสารของทางอีเอ็มคิวเซว่า ไม่แนะนำให้ใช้อีเอ็มแบบขยายในปลาสวยงามนั้น ด้วยความสงสัยผมจึงได้โทรติดต่อศูนย์ฝึกอบรมที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งเขามีเจ้าหน้าที่ที่ให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ กรณีสัตว์น้ำ ก็มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโดยเฉพาะเช่นกัน คำตอบหลักๆ ที่ได้รับรู้ก็คือ ปัญหาหลักที่เขาพบคือ เรื่องความสะอาดครับ ผมได้เล่าวิธีการเลี้ยงปลาคาร์พให้เจ้าหน้าที่ฟังครับว่า เรามีวิธีการเลี้ยงปลาคาร์พ ซึ่งมีระบบ สถานที่เลี้ยง และวิธีการเลี้ยงอย่างไรให้แก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ ฯ ได้ฝากว่า จริงๆ การใช้อีเอ็มแบบขยายนั้นใช้ได้ครับ แต่ขอให้ระมัดระวังเรื่องความสะอาดในขั้นตอนการทำ ภาชนะและน้ำสะอาดที่นำมาขยาย สำหรับความเห็นของผม ผมแนะนำให้ใช้อีเอ็มแบบขยายครับ แม้ว่าจะมีข้อเสียตรงที่น้ำในบ่อจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลออกเหลือง รำคาญตา แต่ก็จะหายภายใน 5-7 วัน การที่เราทำอีเอ็มแบบขยาย เป็นการช่วยกระตุ้นให้จุลินทรีย์มันตื่น พร้อมที่จะทำงานและมีจำนวนมากพอในการปรับระบบสมดุลย์ด้วย เพราะไม่แน่นี่ครับว่า จุลินทรีย์ที่คุณซื้อมานั้น เก็บในที่เหมาะสมหรือเปล่า และมีอายุการเก็บนานขนาดไหน |
วิธีการใช้ อีเอ็ม กับปลาคาร์พ
|
| เมื่อเริ่มใช้อีเอ็มแล้ว ปลาจะเป็นยังไงบ้าง วันแรกๆ ของการเติมอีเอ็มลงในบ่อ น้ำอาจจะเปลี่ยนสีไปเป็นสีน้ำตาลออกเหลือง ปลาอาจจะตกใจ ไปรวมตัวอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งของบ่อครับ คุณจำเป็นต้องกระตุ้นให้จุลินทรีย์มันทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มอากาศลงในบ่อกรองด้วยครับ น้ำจะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 3-7 วันขึ้นอยู่กะปริมาณที่ใช้ ลักษณะของบ่อแต่ละแห่งครับ ประสบการณ์ของผมกับเพื่อนคนอื่น พบว่าปลากินอาหารเก่งขึ้นครับ เจ็บป่วยน้อยลง หุ่นปลาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วยครับ ราคาจำหน่ายอีเอ็ม : ขวด 1 ลิตรราคา 68 บาท/ขวด 10 ลิตรราคา 680 บาท มักจะมีกากน้ำตาลจำหน่ายต่างหากด้วย |
|
สำหรับเพื่อนที่อยากจะลองใช้สินค้าประเภทนี้ ที่ไม่ใช่อีเอ็มแล้วล่ะก้อ ผมขอให้ข้อคิดในการเลือกซื้อครับว่า มีหลักง่ายๆ ในการตัดสินใจยังไงบ้าง
|
| | บทสรุป สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ได้จากการใช้อีเอ็มนั้น ไม่เพียงแค่สุขภาพปลาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเท่านั้น อีเอ็มยังช่วยให้แนวคิดเรื่องเหตุและผลเพิ่มเติมอีก เหล่า koilover ทั้งหลายต่างพากันแสวงหาอาหารดีเลิศต่างๆ นาๆ มาช่วยดึงความสวย รูปโฉม นมพรรณที่ซ่อนอยู่ให้ปรากฎออกมามากที่สุด แต่ว่าเราต่างก็ลืมนึกไปถึงเรื่องปัจจัยภายในของตัวปลาเอง แม้ว่าจะให้อาหารดีเลิศเพียงใด แต่ระบบย่อยอาหารไม่ดีแล้ว ไม่ว่ากินอะไรก็ตาม มันก็ถูกขับถ่ายออกมา ไม่เกิดประโยชน์ แถมน้ำจะสกปรกเร็วขึ้นอีก ซึ่งอีเอ็มจะเป็นตัวที่จะไปแก้ที่ต้นเหตุครับ Pat เก็บมาเล่า, Kevin ถ่ายภาพ Koilover Group 05/06/45 |
| Development of Composting Process from Food Wastes ดร.สุดารัตน์ ตรีเพชรกุล Sudarat Tripetchkul. (Lecturer) อ.ภาวิณี ชัยประเสริฐ Pawinee Chaiprasert. (Lecturer) สายวิชาการจัดการทรัพยากรชีวภาพ คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี ความสำคัญและที่มาของการวิจัย วัตถุประสงค์ของโครงการ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพจากสัตว์(หอยเชอรี่) ปัจจุบันได้มีการรณรงค์ให้มีการผลิต และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงศักยภาพในการผลิตของดินให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้อง คุณลักษณะดีเด่นของปุ๋ยอินทรีย์เม็ด ประสิทธิภาพของปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เม็ด วิธีการผลิต ขั้นตอนการผลิต การอัดเม็ด สนใจสอบถามรายละเอียดที่ กลุ่มวิจัยปุ๋ย กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร เขตจตุจักร กทม. โทร. 0-2579-7512 ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ ในการทำเกษตรธรรมชาติ เนื่องจากเราไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่จะหันมาปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแทน ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ และปุ๋ยพืชสด (สำหรับปุ๋ยคอกไม่ได้กล่าวถึง เนื่องจากนำปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์มาใช้เป็นวัสดุในการทำปุ๋ยหมัก) ปุ๋ยชีวภาพ ได้แก่ ไรโซเบียม ไมโคไรซ่า ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพเหล่านี้ จะให้ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองแก่พืชอย่างครบถ้วน และในปริมาณที่มากพอ จึงใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกพืชได้ และการใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมด้วยก็จะช่วยทำให้ไม่ต้องใช้ปุ๋ยหมักมาก จึงเป็นไปได้ที่จะทำเกษตรธรรมชาติในพื้นที่แปลงใหญ่ มิใช่ทำแปลงเล็ก หรือสวนครัวหลังบ้านเท่านั้น ปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ในที่นี้จะขอกล่าวถึงวิธีการทำปุ๋ยหมักและปุ่ยน้ำอย่างสั้น ๆ สำหรับปุ๋ยพืชสดนั้นก็เป็นการนำพืชตระกูลถั่วมาปลูก และเมื่อถึงระยะออกดอก ซึ่งเป็นระยะที่พืชเจริญเติบโตเต็มที่ ก็จะไถกลบ และปล่อยให้ย่อยสลายเน่าเปื่อยผุพังไปก่อนแล้วปลูกพืชต่อไป การใช้ปุ๋ยพืชสดปรับปรุงดินนี้ จะเป็นการเพิ่มทั้งอินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน พืชตระกูลถั่วได้แก่ ถั่วพร้า โสน ปอเทือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลิสง ฯลฯ พืชตระกูลถั่วบางชนิดอาจปลูกแล้วรอเก็บผลผลิตก่อนก็ได้ เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง เป็นต้น ในแต่ละปีควรปลูกพืชตระกูลถั่วปีละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย จะปลูกเป็นปุ่ยพืชสดหรือปลูกเพื่อเก็บผลผลิตก็ได้ ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ให้ทั้งธาตุอาหารพืช จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ปุ๋ยหมักใช้เป็นปุ๋ยรองพื้น ซึ่งจะใส่ในขณะเตรียมดินก่อนปลูกพืช โดยเฉพาะพืชผักและไม้ดอกอายุสั้นต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นไม้ผลจะใส่ตอนเตรียมหลุมปลูก และใส่ระหว่างปี ๆ ละ 1-2 ครั้ง การทำปุ๋ยหมักสามารถทำได้โดยใช้เศษพืช 2 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน ถ้าเศษพืชชิ้นใหญ่หรือเป็นเส้นยาว เช่น ฟาง ต้นข้าวโพด ผักตบชวา ต้นถั่ว เศษเหลือทิ้งหลังจากการเก็บเกี่ยว เช่น ต้นมะเขือ เถาฟักทอง เป็นต้น ก็จะวางซ้อน ๆ กันเป็นชั้น ๆ รดน้ำ พร้อมกับขึ้นไปย่ำให้แน่นพอสมควร แต่ละชั้นของเศษพืชอาจหนาประมาณ 20-30 เซนติเมตร สลับด้วยชั้นของมูลสัตว์ หนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร หรือถ้าเป็นเศษพืชชิ้นเล็ก ๆ เช่น ขุยมะพร้าว แกลบ กากอ้อย ก็สามารถผสมคลุกเคล้ากับมูลสัตว์ให้เข้ากันพร้อมกับพรมน้ำให้ความชื้น ซึ่งทดสอบความชื้นในกองปุ๋ยได้โดยใช้มือกำเศษวัสดุแน่น ๆ แล้วมีน้ำไหลออกมาตามร่องนิ้วมือเล็กน้อยก็ใช้ได้ เมื่อกองปุ๋ยเสร็จ ควรหาวัสดุ เช่น ทางมะพร้าว ฟาง กระสอบเก่า ๆ เป็นต้น มาคลุมกองปุ๋ย การดูแลกองปุ๋ยก็โดยกลับกองปุ๋ยทุก 3-4 สัปดาห์ เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน ก็สามารถใช้ได้ เมื่อได้ปุ๋ยหมักที่สุกแล้ว หรือปุ๋ยหมักย่อยสลายตัวดี สามารถนำไปใช้เพาะปลูกพืชได้ ปุ๋ยหมักที่สุกแล้วมีลักษณะคือ วัสดุที่นำมาใช้ทำปุ๋ยจะเปื่อยยุ่ย มีสีน้ำตาลคล้ำหรือดำ มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นดิน ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนมูลสัตว์อย่างครั้งเมื่อเริ่มทำกอง การทำปุ๋ยหมักนี้ ถ้าสารเร่ง เช่น เชื้อ พ.ต.-1 ซึ่งเป็นเชื้อจุลินทรีย์สำหรับทำปุ๋ยหมักที่ทางกรมพัฒนาที่ดินผลิตขึ้น และแจกให้แก่เกษตรกรใช้ทำปุ๋ยหมัก ก็สามารถนำมาผสมกับกองปุ๋ยได้ด้วย แต่ถ้าไม่มีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เพียงทำให้สภาพกองปุ๋ยมีความชื้นเหมาะสม และมีการกลับกองปุ๋ยดังที่กล่าวมาแล้ว ก็สามารถทำปุ๋ยหมักได้เช่นเดียวกัน ปุ๋ยหมักย่อยสลายตัวดีแล้ว หรือปุ๋ยหมักที่สุกแล้ว สามารถนำไปใช้เพาะปลูกพืชได้ สำหรับสัดส่วนของเศษพืชและมูลสัตว์ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ตามที่กล่าวมาแล้วก็ได้ อาจปรับใช้ตามที่เกษตรกรสามารถหาได้ เช่น ถ้ามีมูลสัตว์มากและมีเศษพืชน้อย ก็ทำได้เช่นกัน กล่าวคือ มีเศษอินทรีย์วัตถุเหลือทิ้งจากไร่นาชนิดใดก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ ที่สำคัญคือ ต้องหมักให้ย่อยสลายตัวดี ก่อนนำไปใช้เพาะปลูกพืช ในการใช้ปุ๋ยหมักเพาะปลูกพืช เทคนิคที่สำคัญก็คือผสมคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินให้เข้ากันเป็นอย่างดีก่อนแล้วจึงปลูกพืช ปุ๋ยน้ำชีวภาพ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการหมักซากพืชซากสัตว์ในน้ำ โดยมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย มีลักษณะเป็นน้ำ ใช้เป็นปุ๋ยเสริมธาตุอาหารระหว่างการเจริญเติบโตของพืช จะให้ทั้งธาตุอาหารพืชและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ต่อไปนี้เป็นสูตรการทำปุ๋ยน้ำที่ใช้กันมาก วัสดุที่ใช้มีดังนี้ 1. รำละเอียด 60 กิโลกรัม 2. มูลไก่ไข่ 40 กิโลกรัม 3. เชื้อ พ.ต.-1 จำนวน 1 ซอง หมายเหตุ ก. เชื้อ พ.ต.-1 เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ทำปุ๋ยหมัก ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินผลิตขึ้น ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใช้ก็ได้ ข. เนื่องจากรำมีราคาแพง อาจใช้น้อยลง หรือถ้าหาไม่ได้ก็ไม่ใช้ก็ได้ วิธีการทำและการใช้ นำวัสดุทั้งหมดมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยพรมน้ำให้มีความชื้นขนาดใช้มือกำแล้วปล่อยมือ ก้อนวัสดุก็ยังคงรูปอยู่ก็ใช้ได้ เมื่อคลุกเคล้าวัสดุดีแล้ว ให้ทำกอง แล้วคลุมด้วยกระสอบ คลุมกองไว้ 7-10 วัน โดยระหว่างนี้ต้องกลับกองทุกวัน ๆ ละ 1 ครั้ง หลังกลับกองต้องคลุมกองไว้เช่นเดิม เมื่อครบกำหนดให้แผ่กองปุ๋ยออกผึ่งให้แห้งในที่ร่ม เมื่อปุ๋ยแห้งแล้วให้เก็บรักษาโดยตักใส่กระสอบที่สามารถระบายอากาศได้ และเก็บไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก จะเก็บไว้ได้นาน เมื่อจะนำปุ๋ยมาใช้ ให้นำปุ๋ยแห้ง 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร โดยใส่ถังหรือตุ่มวางไว้ตามแปลง ใช้ไม้ไผ่คนทุก ๆ วัน ๆ ละ 3-4 ครั้ง ๆ ละ 1 นาที ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะใช้ได้ (ถ้าไม่ใช้ไม้คน อาจใช้วิธีปั๊มอากาศเข้าไปก็ได้เช่นเดียวกับแบบตู้ปลา) แต่ควรผสมน้ำอีก 20-40 เท่า ก่อนนำไปรดต้นพืช วิธีการใช้กับพืชอาจรดที่โคนต้น หรือปล่อยตามร่อง หรือฉีดพ่นทางใบ หรือจะต่อเข้ากับระบบการให้น้ำให้ปุ๋ยก็ได้ การให้ปุ๋ยน้ำจะให้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความต้องการของพืช ซึ่งสังเกตได้จากลักษณะของใบพืช ถ้าใบพืชมีสีเหลืองซีดแสดงว่าได้รับธาตุอาหารไม่พอ ถ้าใบพืชมีสีเขียวเข้มเกินไป แสดงว่าได้รับธาตุอาหารเกิน แต่ถ้าใบพืชเป็นสีเขียว แต่ไม่เขียวเข้มจนเกินไป ใบแผ่กว้าง เห็นเส้นใบชัดเจน ก้านใบชูรับแสงเต็มที่ แสดงว่าพืชได้รับธาตุอาหารเหมาะสมดีแล้ว พืชที่ได้รับธาตุอาหารมากหรือน้อยเกินไป จะอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง แต่ถ้าพืชได้รับธาตุอาหารพอเหมาะ จะแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงได้ดีกว่า |
กดที่นี่เพื่อเพิ่มความคิดเห็น
(หน้าต่างใหม่สำหรับให้ความคิดเห็นจะถูกเปิดขึ้น)